ในหนังของ Bong Joon-ho ไม่มีตัวละครไหนพูดว่าใครจนใครรวย เพราะบ้านสองหลังพูดแทนหมดแล้ว หลังแรกคือบันจีฮา ห้องกึ่งใต้ดินของครอบครัวคิม ที่หน้าต่างบานเดียวอยู่ระดับเดียวกับทางเท้า มองออกไปเห็นขาคนเดินผ่านและคนเมาที่มาปัสสาวะข้างกำแพง หลังที่สองคือบ้านของครอบครัวปาร์ค ที่หนังบอกว่าออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชื่อ Namgoong สนามหญ้าเรียบกริบ กระจกผืนมหึมาที่กรอบสวนไว้เหมือนภาพเขียน และแสงแดดที่เต็มห้องนั่งเล่นทั้งวัน นี่คือการเล่าเรื่องด้วยสถาปัตยกรรมที่มีประสิทธิภาพที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่หนังเคยทำ
รายละเอียดที่คนดูส่วนใหญ่ไม่รู้คือบ้านหลังสวยนั้นไม่มีอยู่จริงเช่นกัน ผู้กำกับศิลป์ Lee Ha-jun สร้างมันขึ้นทั้งหลังบนลานถ่ายทำกลางแจ้ง โดยออกแบบจากมุมกล้องก่อนแล้วค่อยออกแบบบ้าน กำแพงบางส่วนถอดได้เพื่อวางกล้อง ระดับพื้นที่ต่างกันในแต่ละส่วนคำนวณไว้ให้ตัวละครที่ยืนคนละที่มีความสูงต่างกันในเฟรมพอดี ส่วนย่านบันจีฮาก็สร้างขึ้นทั้งซอยในแท็งก์น้ำ เพื่อถ่ายฉากน้ำท่วมที่ต้องคุมระดับน้ำได้ทุกเทค บ้านทั้งสองหลังจึงเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องที่ออกแบบมาอย่างจงใจทุกเซนติเมตร
แกนที่หนังใช้คือแนวตั้ง ครอบครัวคิมต้องเดินลงเสมอเวลากลับบ้าน ลงบันไดยาว ลงเนิน ลงอีกที ส่วนครอบครัวปาร์คอยู่บนเนิน เดินขึ้นบันไดเข้าบ้าน แล้วในบ้านยังมีชั้นใต้ดินที่ลึกลงไปอีก ฉากน้ำท่วมคือจุดที่แกนนี้ทำงานหนักที่สุด ฝนตกลงมาเป็นแค่เสียงเพราะ ๆ หลังกระจกของบ้านบนเนิน แต่ในบันจีฮา น้ำท่วมพุ่งขึ้นมาจากชักโครกตามแรงดันของระบบระบายน้ำเมือง แรงโน้มถ่วงเดียวกับที่กดชนชั้นไว้ ทำงานกับน้ำอย่างซื่อสัตย์ที่สุด
ยังมีรายละเอียดที่แหลมกว่านั้นและแทบไม่มีใครพูดถึง คือกลิ่น หนังใช้กลิ่นเป็นเส้นแบ่งชนชั้นที่ล้างไม่ออก เด็กในบ้านปาร์คสังเกตว่าคนขับรถกับแม่บ้านมีกลิ่นเดียวกัน ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน กลิ่นนั้นคือกลิ่นของห้องใต้ดินที่ไม่มีแดดและอากาศถ่ายเทไม่พอ เป็นสิ่งที่เงินเดือนใหม่ซื้อทิ้งไม่ได้ในวันเดียว และเป็นจุดที่หนังพูดเรื่องที่อยู่อาศัยได้ลึกที่สุด เพราะมันบอกว่าบ้านไม่ได้กำหนดแค่ว่าเราอยู่อย่างไร แต่มันติดตัวเราออกไปนอกบ้านด้วย
หนังได้ปาล์มทองที่คานส์ปี 2019 แล้วได้ออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2020 เป็นหนังภาษาต่างประเทศเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ แต่ผลสะเทือนที่เราสนใจกว่ารางวัลคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโซลหลังจากนั้น บันจีฮาเป็นมรดกจากยุคสงครามเย็น รัฐบาลเกาหลีใต้ในทศวรรษ 1970 ออกกฎให้อาคารใหม่ต้องมีชั้นใต้ดินไว้เป็นหลุมหลบภัยกรณีสงครามกับเกาหลีเหนือ ต่อมาเมื่อความต้องการที่อยู่อาศัยราคาถูกพุ่งขึ้น ชั้นเหล่านั้นก็ถูกปล่อยเช่าจนกลายเป็นบ้านของคนหลายแสนคน ทั้งที่มันไม่ได้ออกแบบมาให้คนอยู่ตั้งแต่ต้น
ในเดือนสิงหาคมปี 2022 ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีถล่มโซล มีผู้เสียชีวิตในห้องบันจีฮา รวมถึงครอบครัวหนึ่งที่ติดอยู่ในห้องใต้ดินย่านกวานัก ภาพข่าวที่ออกมาเหมือนฉากในหนังจนคนทั้งโลกพูดถึงพร้อมกัน รัฐบาลกรุงโซลประกาศแผนทยอยเลิกใช้บันจีฮาเป็นที่อยู่อาศัยและหาทางย้ายผู้อยู่อาศัยออก แม้การดำเนินการจริงจะช้าและซับซ้อนกว่าที่ประกาศไว้มาก เพราะคำถามที่ตอบยากที่สุดยังคงเดิม คือถ้าไม่ให้อยู่ตรงนั้น จะให้คนเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนในเมืองที่ค่าเช่าแพงระดับนั้น
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย เพราะเรามีเวอร์ชันของเราเองที่แทบไม่มีใครถ่ายหนัง ห้องเช่าไม่มีหน้าต่างในตึกแถวเก่า ห้องใต้บันไดที่ปล่อยเช่ารายเดือน ห้องพักคนงานในไซต์ก่อสร้างที่กลายเป็นที่อยู่ถาวรของครอบครัว ทั้งหมดคือที่อยู่อาศัยที่ตลาดสร้างขึ้นเพราะราคาถูกที่สุดคือความต้องการเดียวที่ผู้เช่าต่อรองได้ และทั้งหมดมีปัญหาเดียวกับบันจีฮา คือแสง อากาศ และทางหนีไฟ
สิ่งที่ Parasite พิสูจน์ได้และงานวิจัยผังเมืองพิสูจน์ได้ยากกว่า คือมันทำให้คนดูรู้สึกถึงความต่างระหว่างการมีแสงกับการไม่มีแสง โดยไม่ต้องอ่านตัวเลขใด ๆ เลย และนั่นคือเหตุผลที่เราคิดว่าคนทำงานอสังหาริมทรัพย์ควรดูหนังเรื่องนี้มากกว่าคนดูทั่วไปเสียอีกครับ เพราะมันสาธิตให้เห็นชัดที่สุดว่าแดด ลม และระดับความสูง ไม่ใช่ของแถมในโบรชัวร์ แต่คือสินค้าหลักที่เรากำลังขายกันอยู่จริง ๆ



