สังเกตชื่อตำบลและหมู่บ้านทั่วประเทศ บ้านโป่ง บ้านฉาง บ้านดุง บ้านไผ่ บ้านแพ้ว คำว่าบ้านในชื่อเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าอาคารสักหลังเดียว มันแปลว่าชุมชน คือที่ที่คนกลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกัน ภาษาไทยแต่เดิมแยกสองความหมายนี้ออกจากกันชัดเจน เรือนคือสิ่งปลูกสร้างที่เรานอน ส่วนบ้านคือย่านที่เรือนของเราตั้งอยู่ ร่องรอยยังอยู่ในคำที่เราใช้ทุกวันโดยไม่ทันสังเกต บ้านเรือน เพื่อนบ้าน ละแวกบ้าน บ้านนอก ทุกคำใช้บ้านในความหมายของชุมชนทั้งสิ้น
ความหมายเก่านี้เปิดเผยวิธีคิดของคนยุคก่อนได้ทั้งระบบ การอยู่คือการอยู่ร่วม เรือนหลังหนึ่งยืนลำพังไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะการปลูกเรือนต้องอาศัยแรงลงแขกจากคนทั้งหมู่บ้าน การกินน้ำต้องพึ่งบ่อร่วม การทำนาต้องพึ่งเหมืองฝายที่ใช้ร่วมกัน และชีวิตพิธีกรรมทั้งหมดผูกกับวัดที่เป็นศูนย์กลาง เมื่อถามกันว่าอยู่บ้านไหน คำตอบคือชื่อชุมชน ไม่ใช่เลขที่ ตัวตนของคนผูกกับย่านมากกว่าผูกกับหลัง
แล้วภาษาก็ค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นต่อมา ในยุคที่เราซื้อขายที่อยู่อาศัยผ่านตลาด คำว่าบ้านหดลงมาเหลือเท่าตัวอาคาร บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ บ้านแนวราบ คำเรียกสินค้าทุกคำนิยามด้วยรูปทรงและการเชื่อมต่อของตัวอาคาร ไม่มีคำไหนพูดถึงเพื่อนร่วมซอยเลยแม้แต่คำเดียว ส่วนคำว่าหมู่บ้านถูกผู้พัฒนาที่ดินหยิบไปใช้เรียกโครงการ หมู่บ้านจัดสรรคือหมู่ของบ้านจริงตามคำ แต่จะเป็นหมู่ของคนหรือเปล่า ไม่มีอะไรการันตี
ผลที่เกิดขึ้นวัดได้ในชีวิตจริง หลายโครงการที่คนอยู่กันมาสิบปีโดยไม่รู้จักชื่อเพื่อนบ้านสักคน คอนโดที่คนขึ้นลิฟต์ด้วยกันทุกวันห้าปีโดยไม่เคยทักทาย เราได้บ้านที่ใหญ่ขึ้นทุกรุ่น พร้อมกับบ้านในความหมายเดิมที่เล็กลงทุกรุ่น และเมื่อความสัมพันธ์ในละแวกหายไป สิ่งที่ต้องซื้อทดแทนก็เพิ่มขึ้นตาม ระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด บริการรับเลี้ยงเด็ก ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือค่าทดแทนของสิ่งที่ชุมชนเคยให้ฟรี
เราไม่ได้ชวนโหยหาอดีต ยุคนั้นมีราคาของมันที่แพงเหมือนกัน ความเป็นส่วนตัวแทบไม่มี ทุกคนรู้เรื่องทุกคน แรงกดดันทางสังคมสูงจนคนที่ต่างจากขนบอยู่ยาก และการช่วยเหลือกันก็มาพร้อมพันธะที่ปฏิเสธไม่ได้ คนรุ่นที่หนีออกจากหมู่บ้านมาอยู่เมืองจำนวนมากหนีสิ่งเหล่านี้โดยตรง ความเป็นส่วนตัวที่เราได้มาในเมืองจึงเป็นสิ่งที่แลกมาด้วยราคา และเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากยินดีจ่าย
สิ่งที่คำเก่าคำนี้ถือไว้ให้คนยุคนี้คือแผนที่ เวลาเลือกที่อยู่ครั้งหน้า นอกจากคำถามว่าหลังนี้ดีไหม ให้ถามต่อว่าบ้านนี้อยู่แล้วเราได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไร ย่านที่มีร้านที่จำหน้าเราได้ มีคนทักตอนเช้า มีเด็กวิ่งเล่นให้เห็น มีตลาดที่เดินไปได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในโบรชัวร์และไม่มีในราคาต่อตารางเมตร แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ที่อยู่อาศัยกลายเป็นบ้านในความหมายที่ภาษาไทยตั้งใจไว้แต่แรก
และถ้ามองในเชิงมูลค่า ย่านที่มีเนื้อสังคมแน่นมักเป็นย่านที่ราคาที่ดินยืนได้ดีในระยะยาวครับ เพราะสิ่งที่คนซื้อบ้านมือสองมองหาเสมอคือความรู้สึกปลอดภัยและมีชีวิตชีวา ซึ่งสองอย่างนี้ผลิตด้วยงบการตลาดไม่ได้ ต้องใช้เวลาและคนจริงเท่านั้น



