ลองหลับตาแล้วเดินสำรวจบ้านหลังแรกในชีวิตดู แทบทุกคนทำได้ทันที ลายกระเบื้องหน้าห้องน้ำ กลิ่นในตู้เสื้อผ้าของแม่ เสียงประตูรั้วเหล็กตอนพ่อกลับบ้าน มุมที่แดดบ่ายทอดลงบนพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตำแหน่งที่พื้นไม้ลั่นเวลาเดินผ่าน ความจำละเอียดระดับนี้ประหลาดมากเมื่อเทียบกับคอนโดที่เพิ่งย้ายออกเมื่อสามปีก่อน ที่บางคนจำสีผนังไม่ได้ด้วยซ้ำ สมองเราเลือกจำบ้านไม่เท่ากัน และมันเลือกข้างบ้านหลังแรกเสมอ
วิทยาศาสตร์อธิบายได้ส่วนหนึ่ง ความจำเชิงพื้นที่กับความจำเชิงเหตุการณ์ทำงานถักกันแน่นในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส สถานที่ทำหน้าที่เป็นโครงให้เหตุการณ์เกาะ นี่เป็นหลักการเดียวกับเทคนิคการจำแบบวังแห่งความทรงจำที่นักจำแข่งขันใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรีก คือวางสิ่งที่ต้องจำไว้ในห้องต่าง ๆ ของอาคารในจินตนาการ วัยเด็กคือช่วงที่ทุกอย่างเกิดขึ้นครั้งแรก ประสาทสัมผัสเปิดกว้างที่สุด และอารมณ์เข้มข้นที่สุด บ้านหลังนั้นจึงถูกสลักลึกกว่าที่อยู่ไหน ๆ ในชีวิต
นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส Gaston Bachelard เขียนไว้ในหนังสือ The Poetics of Space เมื่อปี 1958 ว่าบ้านหลังแรกฝังอยู่ในตัวเราทุกคนในระดับที่ลึกกว่าความทรงจำธรรมดา เราไม่ได้แค่จำมัน เราใช้มันเป็นหน่วยวัดของคำว่าบ้านไปตลอดชีวิต ประโยคนี้สำคัญกับคนเลือกบ้านมากกว่าที่ฟัง เพราะความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ตอนเดินดูบ้านบางหลัง อยู่ ๆ ก็รู้สึกใช่ หรืออยู่ ๆ ก็อึดอัดทั้งที่สเปกครบทุกข้อ บ่อยครั้งคือเสียงของแม่แบบในหัวกำลังทำงาน
ตัวอย่างที่เจอบ่อยคือเรื่องความสูงเพดานและทิศทางแสง คนที่โตในบ้านไม้เพดานสูงมักรู้สึกอึดอัดในคอนโดเพดานสองเมตรสี่สิบโดยอธิบายไม่ถูก คนที่โตในห้องแถวมืด ๆ บางคนกลับรู้สึกปลอดภัยกับห้องที่ไม่สว่างจ้า และคนที่โตในบ้านที่มีสวนมักไม่มีความสุขในที่ที่มองออกไปไม่เห็นสีเขียวเลย การรู้ทันแม่แบบของตัวเองช่วยแยกได้ว่านี่คือบ้านที่ดี หรือแค่บ้านที่คุ้น สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และบางครั้งบ้านที่คุ้นก็เป็นบ้านที่เราควรก้าวออกมา
อีกด้านของเรื่องนี้ที่ควรพูดให้ครบคือความทรงจำเรื่องบ้านไม่ได้ดีเสมอไป คนจำนวนมากมีบ้านวัยเด็กที่ผูกกับความไม่ปลอดภัยหรือความขัดแย้ง และแม่แบบนั้นก็ทำงานแรงพอกัน บางคนหลีกเลี่ยงบ้านที่มีผังคล้ายบ้านเก่าโดยไม่รู้สาเหตุ บางคนจัดบ้านตัวเองให้ตรงข้ามกับบ้านที่โตมาทุกอย่างอย่างจงใจ ทั้งสองแบบคือการตอบสนองต่อแม่แบบเดียวกัน ต่างกันที่ทิศทาง
กับคนเป็นพ่อแม่ เรื่องนี้มีอีกด้านที่งดงามกว่า คือบ้านที่เราจัดอยู่ทุกวันนี้กำลังกลายเป็นแม่แบบในหัวของเด็กสักคน มุมอ่านนิทาน โต๊ะกินข้าวที่ได้กินพร้อมกัน ต้นไม้ที่ปลูกด้วยกันหน้าบ้าน กลิ่นของครัวตอนเช้าวันอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นมาตรวัดของคำว่าบ้านไปอีกทั้งชีวิตของเขา และสิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ขึ้นกับขนาดหรือราคาของบ้านเลย เด็กจำแสงกับกลิ่นกับเสียง ไม่ได้จำตารางเมตร
เราทุกคนล้วนอยู่ในบ้านสองหลังพร้อมกันเสมอครับ หลังที่ยืนอยู่จริง กับหลังที่พกติดตัวมาตั้งแต่เด็ก และงานของการอยู่ให้ดี คือทำให้สองหลังนี้คุยกันรู้เรื่อง



