เปิดตู้ในครัวของบ้านไหนก็ได้ จะเจอแก้วน้ำเรียงกันเป็นสิบใบ ของแถมจากปั๊มน้ำมัน ของฝากจากทริป ชุดที่ซื้อมาเผื่อแขกที่ไม่เคยมา แต่ถ้าเฝ้าดูคนในบ้านสักสามวัน จะพบความจริงตลกอย่างหนึ่ง แต่ละคนหยิบแก้วใบเดิมของตัวเองเสมอ ล้างแล้วก็วนกลับมาใบนั้น แก้วที่เหลือเป็นตัวสำรองที่ไม่เคยได้ลงสนาม และถ้าแขกหยิบแก้วนั้นไปใช้ เจ้าของจะรู้สึกแปลก ๆ โดยอธิบายเหตุผลไม่ได้
จิตวิทยาอธิบายส่วนหนึ่งไว้ด้วยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า endowment effect คนเราตีค่าของที่รู้สึกเป็นเจ้าของสูงกว่าของแบบเดียวกันที่ไม่ใช่ของเรา งานทดลองคลาสสิกในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมใช้แก้วกาแฟเป็นวัตถุทดลองพอดี คนที่ได้แก้วมาถือไว้ก่อน ตั้งราคาขายสูงกว่าราคาที่คนอีกกลุ่มยอมจ่ายเพื่อซื้อแก้วใบเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งใช้บ่อยยิ่งผูกพัน ยิ่งผูกพันยิ่งใช้บ่อย วนเป็นเกลียวจนแก้วธรรมดาใบหนึ่งกลายเป็นของแทนตัว
แต่คำอธิบายเชิงจิตวิทยาอย่างเดียวเก็บความจริงได้ไม่หมด เพราะถ้าเป็นเรื่องความผูกพันล้วน ๆ แก้วใบไหนที่หยิบก่อนก็ควรชนะ ความจริงคือแก้วโปรดของคนส่วนใหญ่ชนะด้วยเหตุผลทางกายภาพที่เจ้าของไม่รู้ตัว น้ำหนักที่พอดีมือ จุดศูนย์ถ่วงที่ทำให้จับแล้วมั่นคง ขอบแก้วบางกำลังรับริมฝีปาก เส้นผ่านศูนย์กลางที่พอดีอุ้งมือ และความจุที่ตรงกับจังหวะกระหายของเราเอง ร่างกายทดสอบสินค้าเหล่านี้มานับพันครั้งแล้วโหวตด้วยการหยิบซ้ำ นี่คือการทดสอบผู้ใช้ที่ละเอียดกว่ารีวิวไหนในอินเทอร์เน็ต
นักออกแบบผลิตภัณฑ์ทำงานกับตัวแปรเหล่านี้อย่างจริงจัง ความหนาของขอบแก้วเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อการรับรสอย่างชัดเจนจนวงการไวน์ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน แก้วขอบบางทำให้ของเหลวไหลเข้าปากในมุมที่ต่างจากแก้วขอบหนา และคนดื่มรับรู้ความต่างได้แม้จะอธิบายไม่ถูก ความหนาของก้นแก้วส่งผลต่อการทรงตัวและการรักษาอุณหภูมิ ส่วนผิวสัมผัสด้านนอกกำหนดว่ามือลื่นหรือไม่เมื่อแก้วมีหยดน้ำเกาะ ของที่ดูเรียบง่ายที่สุดในบ้านมีการตัดสินใจทางวิศวกรรมซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น
สิ่งที่เราสนใจกว่าคือแก้วใบนั้นกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเรา มันบอกว่ารสนิยมจริงของเราเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีใครดู เพราะการหยิบแก้วเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีใครประเมิน ไม่มีใครถ่ายรูป ไม่มีผลต่อภาพลักษณ์ และมันยังบอกอีกว่าความสุขในบ้านไม่ได้กระจายอยู่ในของทุกชิ้นเท่ากัน มันกระจุกอยู่ในของไม่กี่ชิ้นที่เข้ามือที่สุด บ้านที่มีของเยอะไม่ได้แปลว่ามีความสุขเยอะตาม
จากข้อสังเกตนี้มีวิธีใช้งานจริงที่เราแนะนำเสมอ ก่อนซื้อของเข้าบ้านครั้งต่อไป ให้สำรวจก่อนว่าตัวเองหยิบอะไรซ้ำ ไม่ใช่ดูว่าตัวเองเซฟรูปอะไรไว้เยอะ สองอย่างนี้มักไม่ตรงกันเลย รูปที่เซฟไว้บอกว่าเราอยากเป็นใคร ของที่หยิบซ้ำบอกว่าเราเป็นใครจริง ๆ แล้วซื้อของชิ้นใหม่ด้วยมาตรฐานของสิ่งที่มือเราเลือกเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของภาพในฟีด
ในทางกลับกัน ข้อสังเกตนี้ยังตอบคำถามเรื่องการเก็บบ้านด้วย ถ้าในตู้มีแก้วสิบใบแต่ใช้จริงสามใบ อีกเจ็ดใบไม่ได้ทำหน้าที่อะไรนอกจากทำให้การหยิบแก้วยากขึ้น การเก็บของออกจึงไม่ใช่การตัดใจ แต่เป็นการยอมรับข้อมูลที่มือของเราส่งมาให้ทุกวันอยู่แล้วครับ เราแค่ไม่เคยหยุดฟังมัน



