ก่อนบ้านไทยจะมีโซฟา บ้านไทยมีเสื่อ ผืนเดียวปูลงกลางเรือน แล้วพื้นที่ตรงนั้นเปลี่ยนหน้าที่ได้ทั้งวัน เช้าเป็นที่กินข้าว สายเป็นที่เลี้ยงหลาน บ่ายรับแขก ค่ำปูที่นอนทับลงไปอีกชั้น ห้องเดียวเป็นได้ทุกห้องเพราะเฟอร์นิเจอร์หลักของบ้านม้วนเก็บได้ในมือเดียว ความยืดหยุ่นระดับนี้คือสิ่งที่วงการออกแบบทั่วโลกกำลังไล่หาอยู่ทุกวันนี้ ภายใต้คำใหม่อย่าง flexible living และ multifunctional space โดยที่คำตอบเคยอยู่บนพื้นบ้านเราแล้ว
งานเสื่อของไทยมีศักดิ์ศรีทางฝีมือของมันเอง เสื่อกกจันทบูรของจันทบุรีเป็นงานทอที่ประณีตถึงขั้นได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กระบวนการเริ่มจากการเลือกต้นกก ผ่าเป็นเส้น ตากแดด ย้อมสี แล้วทอด้วยมือทีละเส้นบนกี่ ผืนหนึ่งใช้เวลาหลายวัน ลายที่ได้ละเอียดจนตลาดต่างประเทศซื้อไปทำงานตกแต่งราคาสูง ของที่บ้านเราเคยปูนอนเฉย ๆ อยู่ในหมวดเดียวกับงานคราฟต์ที่โลกกำลังโหยหา เพียงแต่เราเองแทบไม่ทันเห็นค่า เพราะมันเคยเป็นของสามัญเกินไป
การมาถึงของเก้าอี้และโซฟาเปลี่ยนบ้านไทยลึกกว่าที่คนคิด เมื่อระดับสายตาย้ายจากพื้นขึ้นมาลอยเหนือพื้นราวสี่สิบเซนติเมตร ทุกอย่างในบ้านต้องยกตาม โต๊ะสูงขึ้น ตู้สูงขึ้น ทีวีขึ้นไปแขวนผนัง และพื้นที่ที่เคยใช้งานได้ทุกตารางเมตรก็หดเหลือเฉพาะพื้นที่บนเฟอร์นิเจอร์ ห้องนั่งเล่นขนาดยี่สิบตารางเมตรที่มีโซฟาสามที่นั่ง รองรับคนได้สามคน ในขณะที่พื้นที่เท่ากันปูเสื่อรองรับได้สิบคนสบาย ๆ นี่คือการแลกที่เราทำโดยไม่เคยคำนวณ
สิ่งที่หายไปพร้อมกันคือกิจกรรมบางอย่างที่ต้องการพื้น การนอนกลางวันแบบเอกเขนกที่ไหนก็ได้ การนั่งล้อมวงกินข้าวที่ทุกคนอยู่ระดับเดียวกัน การเล่นกับเด็กเล็กที่ผู้ใหญ่ลงไปอยู่ระดับเดียวกับเด็ก วัฒนธรรมนั่งพื้นมีข้อดีเชิงสังคมที่คนศึกษาเรื่องพื้นที่พูดถึงบ่อย คือมันลบลำดับชั้นที่เฟอร์นิเจอร์สร้างขึ้น บนพื้นไม่มีหัวโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ตัวใหญ่กว่า ทุกคนอยู่ระดับเดียวกันโดยอัตโนมัติ
ข้อเสียก็มีจริงและไม่ควรโรแมนติกจนมองข้าม การนั่งพื้นกับการลุกจากพื้นเป็นภาระของเข่าและสะโพก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อ นี่เป็นเหตุผลจริงที่หลายครอบครัวเปลี่ยนมาใช้เก้าอี้เมื่อคนในบ้านอายุมากขึ้น และเป็นเหตุผลที่ดีพอ นอกจากนี้พื้นที่ใช้นั่งจริงต้องสะอาดในระดับที่บ้านที่ใส่รองเท้าเข้าบ้านทำไม่ได้ วัฒนธรรมถอดรองเท้าจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นของวัฒนธรรมนั่งพื้น สองอย่างนี้มาด้วยกันเสมอในทุกประเทศที่มีมัน
ทุกวันนี้เสื่อกำลังกลับมาในบทใหม่ ผืนสวย ๆ ถูกซื้อไปปิกนิก ไปปูระเบียงคอนโด ไปแทนพรมในห้องที่อยากได้กลิ่นความเป็นไทยสักหยด และมีนักออกแบบไทยหลายรายที่ทำงานกับกลุ่มทอเสื่อโดยตรงเพื่อพัฒนาลายและขนาดให้เข้ากับการใช้งานยุคนี้ ทิศทางแบบนี้คือสิ่งที่งานคราฟต์ต้องการจริง ๆ มากกว่าการรณรงค์ให้คนซื้อของไทยเพราะความรักชาติ เพราะงานที่มีตลาดจริงคืองานที่ช่างรุ่นถัดไปยอมสืบทอด
สิ่งที่เราอยากชวนทดลองไม่ใช่การทิ้งโซฟาครับ แต่คือการเก็บพื้นที่ว่างบนพื้นไว้สักผืนในบ้าน ขนาดสองคูณสามเมตรก็พอ ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์อะไรตั้ง แค่พื้นที่ที่ปูเสื่อลงไปแล้วนั่งได้ทันทีเมื่อมีคนมาเยอะ หรือเมื่ออยากนอนอ่านหนังสือกลางบ่าย พื้นที่ว่างแบบนั้นคือความยืดหยุ่นที่เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงซื้อคืนไม่ได้ และเป็นมรดกทางการอยู่ที่บ้านแถบนี้ค้นพบมาก่อนใครในโลก



