ในปี 1945 Georgia O’Keeffe จ่ายเงินซื้อซากบ้านอะโดบีร้างในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ Abiquiú ทางเหนือของนิวเม็กซิโก บ้านหลังนั้นไม่มีหลังคาที่ใช้ได้ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ เป็นกองดินที่โบสถ์คาทอลิกในหมู่บ้านถือครองไว้และไม่อยากขายให้ใครง่าย ๆ เธอตามตื๊อขอซื้ออยู่สิบปีเต็มก่อนจะได้มา และเหตุผลที่เธอให้ไว้ตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ คือมีประตูไม้บานหนึ่งบนกำแพงลานดินที่เธออยากได้ เธอพูดทำนองว่าต้องซื้อบ้านทั้งหลังเพื่อจะได้ประตูบานนั้นมา
ประโยคนี้ฟังเหมือนความเพี้ยนของศิลปิน จนกระทั่งเราไปดูว่าเธอทำอะไรกับประตูบานนั้นต่อ คำตอบคือเธอเขียนมันซ้ำมากกว่ายี่สิบครั้งตลอดยี่สิบปีต่อมา บางภาพเป็นสี่เหลี่ยมมืดบนกำแพงสีอ่อน บางภาพเหลือแค่เส้นแบ่งพื้นที่ ไม่มีภาพไหนพยายามอธิบายว่าประตูบานนี้เป็นอย่างไร ทุกภาพพยายามหาว่ามันทำงานอย่างไรกับสายตา นี่คือจุดที่คนซื้อบ้านทั่วไปกับ O’Keeffe แยกทางกันโดยสิ้นเชิง คนทั่วไปซื้อบ้านด้วยเหตุผลที่กรอกลงตารางได้ ตารางเมตร จำนวนห้อง ระยะทางถึงที่ทำงาน ส่วนเธอซื้อด้วยองค์ประกอบทางสายตาชิ้นเดียวที่เธอรู้ว่าจะทำงานกับเธอไปตลอดชีวิต
การบูรณะกินเวลาสามปี โดยมีเพื่อนของเธอชื่อ Maria Chabot เป็นคนคุมงานร่วมกับช่างท้องถิ่นที่ยังทำผนังอะโดบีเป็น เธอย้ายเข้าอยู่ถาวรในปี 1949 หลังจาก Alfred Stieglitz สามีของเธอเสียชีวิต และอยู่ที่นั่นยาวจนถึงช่วงท้ายของชีวิต บ้านที่ออกมาคือลูกผสมที่ล้ำกว่ายุคมาก ผนังดินหนาแบบพื้นถิ่นที่กันความร้อนทะเลทรายได้จริง เพดานขื่อไม้แบบดั้งเดิม แต่เจาะช่องหน้าต่างกระจกผืนใหญ่แบบโมเดิร์นเพื่อกรอบวิวหุบเขาไว้เหมือนภาพเขียน ในบ้านมีเก้าอี้ Eames โคมกระดาษของ Isamu Noguchi และห้องขาวโล่งที่แขวนงานน้อยมาก
รายละเอียดที่เราชอบที่สุดคือหินของเธอ เธอเก็บหินกลม ๆ จากริมแม่น้ำ Chama และจากทะเลทรายมาวางเรียงบนขอบหน้าต่างและโต๊ะทั่วบ้าน หินพวกนี้ไม่มีมูลค่าใด ๆ ในตลาด แต่ในบ้านหลังนั้นมันถูกวางด้วยความตั้งใจระดับเดียวกับที่แกลเลอรีวางประติมากรรม นี่คือหลักฐานว่าสายตาที่ฝึกมาแล้วทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณ และเป็นข้อโต้แย้งที่แรงที่สุดต่อความเชื่อว่าบ้านสวยต้องใช้เงิน
อีกอย่างที่ควรพูดถึงคือบ้านหลังนี้ไม่ได้อยู่ลำพัง เธอมีอีกหลังที่ Ghost Ranch ห่างออกไปราวยี่สิบกว่าไมล์ เป็นบ้านกลางทุ่งที่ไม่มีเพื่อนบ้านเลยและใช้เป็นที่ทำงานช่วงหน้าร้อน ส่วน Abiquiú อยู่ในหมู่บ้านจริงที่มีผู้คน มีโบสถ์ มีตลาดเล็ก ๆ และมีสวนครัวรดน้ำได้ เธอเลือกอยู่สองที่ด้วยเหตุผลคนละอย่าง ที่หนึ่งไว้หายไปจากโลก อีกที่ไว้กลับมาอยู่กับคน คนที่พูดถึงเธอในฐานะฤๅษีกลางทะเลทรายมักเห็นแค่หลังแรก แล้วพลาดข้อเท็จจริงที่น่าสนใจกว่า คือแม้แต่คนที่รักความสันโดษที่สุดก็ยังออกแบบชีวิตให้มีทั้งสองโหมด
เธอยังปลูกผักและผลไม้ในสวนครัวที่รดน้ำด้วยระบบเหมืองน้ำโบราณของหมู่บ้าน ทำอาหารเอง อบขนมปังเอง กินของที่ขึ้นจากดินผืนเดียวกับที่ใช้ก่อผนังบ้าน ในยุคที่คำว่า self-sufficiency ยังไม่มีใครใช้เป็นจุดขายอสังหาริมทรัพย์ เธอทำมันเพราะที่นั่นห่างจากร้านค้าที่ใกล้ที่สุดเป็นสิบไมล์ ความยั่งยืนของเธอมาจากภูมิศาสตร์ ไม่ได้มาจากอุดมการณ์ ทำให้มันจริงกว่าเยอะ
จุดที่ต้องพูดให้ตรงคือ O’Keeffe ไม่ได้เป็นฤๅษีจริง ๆ เธอเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จทางการค้าสูงมากตั้งแต่ก่อนย้ายมา มีแกลเลอรีในนิวยอร์กดูแลผลงาน มีรายได้มั่นคง มีคนช่วยงานบ้านและช่วยขับรถ ความโดดเดี่ยวของเธอเป็นความโดดเดี่ยวที่เลือกได้และจ่ายไหว ต่างจากความโดดเดี่ยวของคนที่ไม่มีทางเลือกโดยสิ้นเชิง เวลาเราชื่นชมบ้านกลางทะเลทรายหลังนี้ ควรชื่นชมด้วยความเข้าใจข้อนี้ เพราะภาพชีวิตเรียบง่ายที่ขายกันในโซเชียลทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน คือความเรียบง่ายที่ต้องมีต้นทุนมาก่อน
วันนี้บ้านอยู่ในความดูแลของ Georgia O’Keeffe Museum เปิดให้เข้าชมแบบจองรอบล่วงหน้า และมักเต็มข้ามเดือนในช่วงฤดูท่องเที่ยว ทะเลทรายที่เธอเลือกเพราะมันว่างเปล่าและไม่มีใครสนใจ กลายเป็นจุดหมายที่คนต่อคิวเข้าไปดู พร้อมกับราคาที่ดินในนิวเม็กซิโกตอนเหนือที่ขยับตามชื่อเสียงของเธอมาหลายทศวรรษ เป็นแบบแผนเดียวกับที่เกิดกับทุกที่ที่ศิลปินไปบุกเบิก ต่างกันแค่สเกล
สิ่งที่เราอยากให้เอากลับบ้านคือคำถามเดียวครับ ในบ้านที่เราอยู่ตอนนี้ มีอะไรสักชิ้นไหมที่เรามองแล้วไม่เบื่อมายี่สิบปี ถ้ามี ให้ปกป้องมันไว้ให้ดี ถ้าไม่มี บางทีนั่นอาจอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงอยากจัดบ้านใหม่อยู่เรื่อย



