หมู่เรือนไทยและชานกลางบ้าน

Jim Thompson House — บ้านหลังนี้ไม่ใช่งานอนุรักษ์ มันคืองานออกแบบที่กล้าที่สุดของยุค

คนส่วนใหญ่เดินออกจาก Jim Thompson House ด้วยความรู้สึกว่าเพิ่งไปดูเรือนไทยของแท้มา เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างน่าสนใจ เพราะเรือนไทยหกหลังที่ประกอบกันเป็นบ้านหลังนั้น ไม่มีหลังไหนตั้งอยู่ในผังที่มันเคยอยู่ ไม่มีหลังไหนทำหน้าที่เดิม และบางหลังก็กลับด้านฝาจนคนไทยยุคนั้นเห็นแล้วต้องเลิกคิ้ว สิ่งที่ Thompson ทำเมื่อปี 1959 ไม่ใช่การอนุรักษ์ มันคือการรื้อภาษาสถาปัตยกรรมไทยออกมาเรียงใหม่ตามความคิดของเขาเอง และนั่นแหละคือเหตุผลที่บ้านหลังนี้ยังคมอยู่ถึงวันนี้

เขามาถึงเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนายทหารหน่วย OSS ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นสถาปนิกที่เรียนมาจากเพนซิลเวเนียและเคยทำงานสถาปัตยกรรมที่นิวยอร์กอยู่หลายปี ก่อนจะทิ้งอาชีพเดิมมาปลุกอุตสาหกรรมไหมไทยที่ตอนนั้นเหลือแต่ช่างทอรายย่อยกระจัดกระจายอยู่แถบบ้านครัว พอถึงวันที่จะสร้างบ้านของตัวเอง เขาไม่ได้จ้างสถาปนิกฝรั่งมาออกแบบบ้านทรงโคโลเนียลอย่างที่ชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ ยุคนั้นนิยม แต่เลือกเดินทางไปหาซื้อเรือนไทยเก่าจากฝั่งตรงข้ามคลองแสนแสบ และจากอยุธยา แล้วขนมาทางเรือเพื่อประกอบขึ้นใหม่บนที่ดินปลายซอยเกษมสันต์ 2

การตัดสินใจที่กล้าที่สุดของเขาคือเรื่องฝาปะกน เรือนไทยดั้งเดิมให้ผิวเรียบสวยหันออกด้านนอก เพราะบ้านคือสิ่งที่คนภายนอกมองเห็น ส่วนด้านในเป็นด้านที่โชว์โครง Thompson กลับด้านมันเสีย ให้ผิวเรียบหันเข้าหาคนอยู่ เหตุผลของเขาชัดเจนมาก เขาสร้างบ้านเพื่ออยู่ ไม่ได้สร้างเพื่อให้ใครดูจากถนน คนไทยหลายคนในยุคนั้นมองว่านี่คือการทำผิดขนบ แต่ถ้าถอยออกมามอง นี่คือคำถามที่ตรงประเด็นที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะถามกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นได้ คือถามว่าธรรมเนียมข้อนี้ยังรับใช้คนอยู่ หรือรับใช้สายตาคนนอก

เขายังยกพื้นเรือนสูงกว่าเดิมเพื่อหนีน้ำจากคลอง เปลี่ยนผังจากเรือนหมู่ที่แยกหน้าที่กันชัด มาเป็นบ้านหลังเดียวที่ห้องนั่งเล่นไหลออกสู่สวน และวางสวนแบบป่ารกครึ้มกลางเมือง แทนสวนไทยที่จัดเป็นระเบียบตามคติเดิม ทุกการตัดสินใจคือการหยิบชิ้นส่วนของภาษาเก่ามาต่อเป็นประโยคใหม่ ผลลัพธ์คือบ้านที่คนไทยเห็นแล้วรู้สึกคุ้น และฝรั่งเห็นแล้วรู้สึกว่าอยู่ได้ทันที เป็นงานแปลที่ประณีตมาก

ยังมีอีกชั้นที่คนพูดถึงน้อย คือเขาไม่ได้ทำงานคนเดียว การประกอบเรือนไทยไม่ใช่งานที่คนอ่านตำรามาแล้วทำได้ มันต้องอาศัยช่างไทยที่รู้วิธีเข้าเดือย รู้ลำดับการยกเสา รู้ว่าไม้ท่อนไหนรับน้ำหนักส่วนไหน ความรู้ชุดนี้อยู่ในมือช่างไม่ใช่ในหนังสือ สิ่งที่ Thompson มีคือสายตาและอำนาจตัดสินใจ สิ่งที่ช่างมีคือวิชา บ้านหลังนี้จึงเป็นงานร่วมที่ประวัติศาสตร์บันทึกชื่อไว้ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำกับงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นทั่วโลก

ของที่อยู่ข้างในเล่าเรื่องเดียวกัน เบญจรงค์ พระพุทธรูป ไหบ้านเชียง ภาพเขียนเก่า คอลเลกชันที่พิพิธภัณฑ์ไหนก็อยากได้ วางในตำแหน่งของที่ใช้จริง ไม่มีตู้กระจก ไม่มีป้ายอธิบาย เขาจัดงานเลี้ยงในบ้านนี้อย่างสม่ำเสมอ ใช้เครื่องถ้วยเก่าเสิร์ฟอาหารจริง แขกกินข้าวใต้แสงเทียนท่ามกลางของที่วันนี้ต้องมีระบบควบคุมความชื้นดูแล นี่คือจุดที่บ้านหลังนี้ให้บทเรียนแรงที่สุดกับคนยุคเรา ของดีที่เก็บไว้ในตู้ไม่เคยเปลี่ยนชีวิตใคร ของดีที่ได้ทำงานทุกวันต่างหากที่เปลี่ยน

แล้วชั้นที่คนพูดถึงน้อยที่สุดคือชั้นธุรกิจ และมันฉลาดที่สุดในบรรดาทุกชั้น บ้านหลังนี้เป็นห้องแสดงสินค้าที่ไม่มีป้ายราคา แขกที่มากินข้าวคือนักข่าวต่างประเทศ นักการทูต นักธุรกิจ คนที่มีอิทธิพลต่อรสนิยมของตลาดตะวันตก และทุกคนได้นั่งอยู่ท่ามกลางผ้าไหมที่เขาขาย ในบริบทที่ทำให้ผ้าไหมดูมีราคาที่สุด คือบ้านของคนที่มีรสนิยม ไม่ใช่ชั้นวางในห้างสรรพสินค้า วันนี้เราเรียกกลยุทธ์แบบนี้ว่า brand world หรือ experiential retail และแบรนด์ระดับโลกจ่ายเงินมหาศาลเพื่อสร้างมันขึ้นมาให้ได้ Thompson ทำสำเร็จตั้งแต่หกสิบกว่าปีก่อน ด้วยการอยู่บ้านของตัวเองอย่างจริงจัง

เขาหายตัวไปที่ Cameron Highlands ในมาเลเซียเมื่อวันอีสเตอร์ปี 1967 ระหว่างไปพักกับเพื่อน ออกไปเดินเล่นตอนบ่ายแล้วไม่กลับมาอีกเลย การค้นหาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มาเลเซียไม่พบอะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทฤษฎีมีตั้งแต่อุบัติเหตุ เสือ ไปจนเรื่องสายลับ ผลลัพธ์อย่างเดียวที่แน่นอนคือบ้านหลังนั้นหยุดนิ่งอยู่ในสภาพวันที่เจ้าของเดินออกไป แล้วมูลนิธิที่ตั้งขึ้นภายหลังก็ดูแลมันต่อในฐานะพิพิธภัณฑ์

กานต์คิดว่าสิ่งที่ควรถอดจากบ้านหลังนี้ไม่ใช่หน้าตาของมัน แต่เป็นวิธีตั้งคำถาม เพราะทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงการเอาความเป็นไทยมาใช้ในงานออกแบบ สิ่งที่ได้ส่วนใหญ่คือการแปะ ลายไทยบนผนังคอนโด จั่วเทียมบนหลังคาคลับเฮาส์ ไม้แกะสลักในล็อบบี้โรงแรม ทั้งหมดคือการหยิบเปลือกมาโดยไม่แตะโครงสร้างความคิด สิ่งที่ Thompson ทำยากกว่านั้นมาก เขาถามว่าเรือนไทยแก้ปัญหาอะไรบ้าง ความร้อน ความชื้น น้ำท่วม ลม แล้วเก็บคำตอบเหล่านั้นไว้ทั้งหมด ส่วนธรรมเนียมข้อไหนที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรแล้ว เขาก็กล้าทิ้ง

ความต่างระหว่างสองวิธีนี้วัดได้จริงในงานทุกวันนี้ โครงการที่หยิบเปลือกมาใช้ จะได้พื้นที่ที่สวยในภาพเรนเดอร์แล้วร้อนในชีวิตจริง เพราะจั่วที่ติดไว้ไม่ได้ระบายความร้อน และชายคาที่ย่อส่วนลงมาให้ดูโปร่งก็บังแดดไม่ได้จริง ส่วนโครงการที่ถอดหลักคิดมาใช้ จะได้อาคารที่อาจไม่มีลายไทยสักเส้น แต่มีชายคายื่นยาวพอ มีช่องลมที่ทำงาน และมีพื้นที่กึ่งนอกกึ่งในให้คนใช้จริง อย่างหลังหายากกว่ามากในตลาด และขายยากกว่าด้วย เพราะมันไม่ถ่ายรูปแล้วประกาศตัวเองว่าเป็นไทย

ที่ดินผืนนั้นวันนี้อยู่กลางย่านที่แพงที่สุดย่านหนึ่งของประเทศ ห่างจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติไม่ถึงห้านาทีเดิน มูลค่าที่ดินอย่างเดียวก็มหาศาลแล้ว แต่สิ่งที่ประเมินราคาไม่ได้คือการที่บ้านหลังหนึ่งกลายเป็นเหตุผลให้นักออกแบบทั่วโลกบินมาเมืองไทย และกลายเป็นหลักฐานถาวรว่าสถาปัตยกรรมไทยไม่ใช่ของโบราณที่ต้องเก็บไว้ในกล่อง มันคือระบบความคิดที่ยังทำงานได้ ถ้ามีใครสักคนกล้าพอจะรื้อมันออกมาใช้จริง