มีความเชื่อข้อหนึ่งฝังลึกในวงการอนุรักษ์บ้านเรา คือของเก่าต้องอยู่ที่เดิม ย้ายเมื่อไหร่คือเสียคุณค่า ความเชื่อนี้ฟังดูมีเกียรติ แต่ผลของมันคือเรือนไทยไม้สักนับพันหลังทั่วประเทศถูกปล่อยผุพังอยู่ในที่ที่ไม่มีใครดูแล เพราะการย้ายถือเป็นบาป ส่วนการปล่อยให้ผุถือเป็นเรื่องธรรมชาติ บ้านในซอยสวนพลูของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือข้อโต้แย้งที่ยืนอยู่จริงมาห้าสิบกว่าปี ว่าเรือนที่ย้ายมาแล้วมีคนอยู่ ชนะเรือนที่อยู่ที่เดิมแต่ไม่มีใครแตะขาดลอย
เรือนที่ประกอบกันเป็นบ้านหลังนี้มีเจ็ดหลัง ทยอยเก็บมาจากหลายจังหวัดในภาคกลาง โดยเฉพาะแถบอยุธยาและอ่างทอง บางหลังมีอายุกว่าร้อยปีนับถึงวันที่ย้ายมา เจ้าของเริ่มปลูกในที่ดินซอยสวนพลูตั้งแต่ราวปี 2500 กว่า ๆ แล้วค่อย ๆ ต่อเติมจนครบเป็นเรือนหมู่ที่มีชานเชื่อมกลาง ตามผังเรือนไทยดั้งเดิมที่แยกหน้าที่ให้แต่ละหลัง เรือนรับแขก เรือนนอน หอพระ ห้องสมุด ทุกหลังยกใต้ถุนสูง เปิดรับลม และหันรับทิศตามที่ควรจะเป็น
เจ้าของบ้านคือคนที่เขียนสี่แผ่นดินจนคนทั้งประเทศเห็นภาพชีวิตในวังได้ราวกับเคยไปเอง เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ผู้ก่อตั้งสยามรัฐ นักการเมืองที่เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2518–2519 และนักแสดงที่เคยประกบ Marlon Brando ในหนังฮอลลีวูดเรื่อง The Ugly American บ้านหลังนี้จึงไม่เคยเป็นบ้านส่วนตัวล้วน ๆ ชานเรือนกลางบ้านคือที่ที่นักข่าวมารอสัมภาษณ์ ที่ที่นักการเมืองมาต่อรอง และที่ที่คณะโขนธรรมศาสตร์ใช้ซ้อม เพราะเจ้าของเป็นคนผลักดันโขนสมัครเล่นด้วยตัวเอง
สวนรอบเรือนคือส่วนที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดและอาจสำคัญที่สุด เจ้าของเป็นนักเล่นไม้ดัดตัวจริง สวนของท่านเต็มไปด้วยไม้ดัดทรงไทยและเขามอที่จัดวางตามคติดั้งเดิม เป็นศิลปะที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีต่อหนึ่งต้นและกำลังจะสูญไปจากประเทศนี้ สวนแบบนี้ไม่ใช่ของประดับ มันคืองานอดิเรกที่กินเวลาชีวิตจริง ๆ ของเจ้าของบ้าน และเป็นหลักฐานว่าคนที่ปกป้องวัฒนธรรมไทยด้วยปากกา ลงทุนกับมันด้วยเวลาว่างของตัวเองด้วย
จุดที่เราอยากให้จับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับงานเขียน คนอ่านสี่แผ่นดินมักคิดว่ามันคือนวนิยายที่โหยหาอดีต แต่ถ้ายืนอยู่กลางชานบ้านหลังนี้แล้วมองรอบตัว จะเห็นอีกอย่าง คือคนที่เชื่อว่าของไทยไม่ได้ตายและไม่ควรถูกส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ เรือนพวกนี้มีไฟฟ้า มีห้องน้ำสมัยใหม่ มีห้องสมุดที่ใช้งานหนัก มีคนกินข้าวและทะเลาะกันเรื่องการเมืองอยู่ข้างใน มันคือการอนุรักษ์ด้วยวิธีที่ยากที่สุด คือการอยู่ในนั้นจนวันสุดท้ายของชีวิต
ข้อโต้แย้งที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมมักยกมาคือเรือนที่ย้ายที่แล้วเสียบริบท ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักจริง เรือนไทยหลังหนึ่งไม่ได้ออกแบบมาลอย ๆ มันสัมพันธ์กับคลอง กับทิศลมประจำถิ่น กับตำแหน่งของวัดและบ้านญาติ พอถอดออกมาจากผังเดิม ข้อมูลชุดนั้นหายไปทั้งหมด สิ่งที่บ้านหลังนี้ตอบกลับได้คือคำถามว่า แล้วทางเลือกอีกทางคืออะไร ในความเป็นจริงของตลาดที่ดินไทย ทางเลือกไม่เคยเป็นการเก็บเรือนไว้ในที่เดิมพร้อมชุมชนเดิม ทางเลือกคือย้ายหรือรื้อขายเป็นไม้ท่อน แล้วเรือนที่ขายเป็นไม้ท่อนไม่เหลือข้อมูลอะไรไว้เลยสักอย่าง
ท่านเสียชีวิตในปี 2538 บ้านเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมโดยมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ฯ ค่าเข้าไม่กี่สิบบาท และนี่คือจุดที่ชั้นมูลค่าเริ่มเจ็บ เพราะที่ดินย่านสาทรวันนี้อยู่ในระดับราคาที่การเก็บบ้านไม้สองชั้นไว้บนที่ดินขนาดนั้น เท่ากับการเผาผลตอบแทนทิ้งทุกปี บ้านเก่าในทำเลทองทั่วกรุงเทพฯ ทยอยหายไปด้วยตรรกะข้อนี้มาตลอดสามสิบปี บ้านตระกูลเก่าแถวสีลม สาทร เพลินจิต กลายเป็นตึกสูงไปแล้วแทบทั้งหมด สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้รอด ไม่ใช่กฎหมาย แต่คือการตัดสินใจของทายาทและมูลนิธิที่เลือกไม่ขาย
เราถือว่านี่คือประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องรสนิยม ประเทศไทยแทบไม่มีเครื่องมือทางภาษีหรือกลไกการเงินที่ช่วยให้เจ้าของบ้านเก่าเก็บบ้านไว้ได้โดยไม่ต้องเสียสละ ในหลายประเทศมีระบบลดหย่อนภาษีสำหรับอาคารอนุรักษ์ มีกองทุนที่ซื้อสิทธิ์การพัฒนาจากเจ้าของ หรือมีกลไกโอนสิทธิ์การพัฒนาไปใช้ที่แปลงอื่น บ้านเราปล่อยให้เป็นเรื่องของศีลธรรมส่วนบุคคลล้วน ๆ ใครใจดีก็เก็บไว้ ใครทนแรงกดดันไม่ไหวก็ขาย แล้วเราก็บ่นกันทีหลังตอนเห็นข่าวรื้อ
ที่น่าคิดต่อคือบทเรียนสำหรับคนทำอสังหาฯ เอง เพราะโครงการจำนวนมากลงทุนมหาศาลไปกับการสร้างเรื่องเล่าให้ที่ดินของตัวเอง ทั้งที่ในหลายแปลงมีเรื่องเล่าอยู่แล้วในรูปของอาคารเก่าหรือต้นไม้เดิม แล้วสิ่งแรกที่ทำคือไถทิ้งเพื่อความสะดวกในการก่อสร้าง ต่างประเทศเรียนรู้เรื่องนี้มาก่อนเรา โครงการที่เก็บอาคารเดิมไว้แล้วสร้างของใหม่ล้อมรอบ มักได้ทั้งราคาที่สูงกว่าและความสนใจจากสื่อที่ซื้อด้วยงบโฆษณาไม่ได้ ของเก่าหนึ่งหลังในที่ดินหนึ่งแปลง จึงเป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่คนไทยยังตีราคาต่ำเกินจริงอยู่มาก
ครั้งหน้าที่ใครบอกว่าคนไทยไม่รักของเก่า ลองชวนเขาไปยืนกลางชานบ้านซอยสวนพลูสักบ่ายครับ แล้วจะเห็นว่าปัญหาไม่เคยอยู่ที่ความรัก มันอยู่ที่โครงสร้างที่ทำให้ความรักมีราคาแพงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะจ่ายไหว



